ฝ้า มหันตภัยร้าย บนใบหน้า

 

ฝ้า มหันตภัยร้าย บนใบหน้า

ฝ้า (Melasma) เป็นรอยปื้นคล้ำสีเทาดำหรือน้ำตาลอ่อน มักเกิดบริเวณ หน้าผาก โหนกแก้ม สันจมูก ริมฝีปากบน และคาง ส่วนมากพบในผู้หญิงอายุ 25-55 ปี เป็นปัญหาผิวหนังที่พบได้บ่อยทั้งผู้หญิงและผู้ชาย และรวมถึงเป็นปัญหาที่ท้าทายของแพทย์ระดับโลก เนื่องจากรักษาฝ้าให้หายขาดนั้นทำได้ยากมาก

การรักษาปัจจุบันจึงมุ่งเน้นให้คนไข้เข้าใจสาเหตุและสามารถดูแลตนเองได้ในทุกวันเพื่อให้ฝ้าจางลง และไม่เข้มขึ้นอีกหลังจากการรักษาโดยแพทย์ โดยในคนไข้แต่ละท่านมีสาเหตุของการเกิดฝ้าที่แตกต่างกัน จึงส่งผลถึงวิธีการรักษาที่แตกต่างกันเช่นกัน เพื่อรักษาให้ตรงกับสาเหตุของการเกิดฝ้าในแต่ละคนนั่นเอง ดังนั้นเทคโนโลยีที่ทันสมัยและประสบการณ์ของแพทย์ จึงสำคัญในการเลือกวิธีที่ดีที่สุดให้กับคนไข้

สาเหตุของการเกิดฝ้ากันก่อนดีกว่าสามารถแบ่งง่าย ๆ ได้เป็น 3 หัวข้อ

1. ฝ้าแดด เป็นฝ้าที่ทุกคนเคยได้ยินและคุ้นเคยกันมากที่สุด การได้รับแสง UVA และ UVB โดยตรงหรือบ่อยครั้ง ทำให้เซลล์เม็ดสีในผิวหนังได้รับการกระตุ้นให้ผลิตเม็ดสีเพิ่มขึ้น ผิวจึงเปลี่ยนเป็นสีเข้มขึ้นตามตำแหน่งที่โดนแสงตกกระทบ เช่น โหนกแก้ม สันจมูก หรือ หน้าผาก นั่นเอง

 2. ฝ้าฮอร์โมน เมื่อมีฮอร์โมนเอสโตรเจนที่มากเกินไป เช่น การหลั่งฮอร์โมนช่วงตั้งครรภ์ หรือ การหลั่งฮอร์โมนจากต่อมหมวกไตซึ่งทำให้เซลล์สร้างเม็ดสี (Melanocytes) ในชั้นผิวหนังผลิตเม็ดสี (Melanin) ออกสู่ผิวหนังไม่สม่ำเสมอ จึงมีการกระตุ้นสร้างเม็ดสีที่ผิดปกติ ทำให้เกิดฝ้าขึ้นหรือกระตุ้นให้เข้มกว่าเดิม

3. ฝ้าจากการระคายเคืองจากสารเคมี หรือ ฝ้าเครื่องสำอาง เช่น ครีมหน้าขาวใสเร็ว สารเคมี สารกันบูด        สารปรอท ตะกั่ว หรืออาจมีสารที่ทำให้เกิดการกระตุ้นฝ้าได้ง่าย จะเห็นว่าตอนแรกทาไปหน้าจะขาวเรียบเนียน พอทานาน ๆ ขึ้น หน้าจะเริ่มเป็นคนแพ้ง่าย แต่พอหยุดใช้หน้ายิ่งแย่ สุดท้ายจะเห็นมีฝ้าขึ้นทาเท่าไหร่ไม่หายและมีเส้นเลือดฝอยขึ้น หน้าแดง รวมทั้งการใช้เครื่องสำอางที่ผสมน้ำหอมหรือเครื่องสำอางที่มีสี มีการตกค้างใต้ผิวหนัง ทำให้ดูเหมือนมีสีน้ำตาลเข้มเป็นจุด ๆ เมื่อสะสมมากขึ้น จึงเกิดเป็นฝ้าได้

 

ดังนั้นวิธีการดูแลฝ้าที่สำคัญที่สุดคือ

1. หลีกเลี่ยงสาหตุการเกิดฝ้า โดยการทาครีมกันแดดเป็นประจำ หลีกเลี่ยงแสงแดดจัด การงดการทานยาคุมกำเนิดบางกลุ่มที่หลังจากทานแล้วฝ้าเข้มขึ้น หรือ การใช้เครื่องสำอางหรือครีมที่ผสมสารอันตรายเป็นต้น

2. การทายารักษาฝ้าเป็นประจำ ทั้งเช้า และเย็น เพื่อลดการตกค้างของ เมลานินใต้ผิวและ รวมไปถึง

 ชะล้างเม็ดสีที่ตกค้างออก

3. การทานวิตามินเสริมบางประเภท เช่น Derma Active ของ WIND Clinic ที่มีส่วนประกอบของ Multi Vitamin และ สาร Antioxidative Agents ต่าง ๆ ที่มุ่งหวังในการลดการทำงานของเซลล์สร้างเม็ดสี และ ลดเม็ดสีใต้ผิว

4 . การรักษาด้วย Program Duolight และ Spot Corrector Program เป็นตัวช่วยที่ดีโดยการใช้ Laser เพื่อทำลายเม็ดสีที่ตกค้างใต้ผิวอย่างอ่อนโยน และ ปล่อยตัวยา Vitamin ไปยังจุดที่เกิดฝ้าโดยตรงเพื่อให้ฝ้าจางลงเร็วมากยิ่งขึ้น

ในการรักษาฝ้าที่จะเห็นผลที่ดีที่สุดนั้นต้องอาศัยความเข้าใจ และ การดูแลของคนไข้เป็นหลัก ดังนั้น เบื้องต้นแนะนำว่าให้หาเวลามาทำการตรวจรักษา เพื่อวินิจฉัยถึงสาเหตุเพื่อที่จะสามารถ วางแผนการรักษาได้อย่างตรงจุด WIND Clinic ยินดีให้คำปรึกษาและดูแลครับผม

 

WIND Clinic
The Professionist of Facial Design | ดีไซน์รูปหน้าอย่างมืออาชีพ

รับรองคุณภาพโดย
รางวัล Ultherapy The Star of Excellence Award 3 ปี
รางวัล Allergan Valued Customer 4 ปีซ้อน

Official Website
Website
Click : www.windclinic.com

คุยกับ WIND Clinic :
Facebook Inbox
Click : https://bit.ly/3fDw6h7
Line Official
Click : https://bit.ly/2zrkMUM

Hotline : 091-796-2323
สาขาเกษตร-นวมินทร์ โทร.093-889-1089
สาขาราชเทวี โทร.064-949-3546
สาขาอุบลราชธานี โทร.089-690-7978
สาขาชลบุรี โทร.062-449-3663

#หมอจ๋า_แพทย์หญิงอัญวีณ์_เกียรติอภิพงษ์
#หมอบาส_นายแพทย์เฉลิมชัย_ศรีอัครพงศ์
#ปรับรูปหน้าอย่างมืออาชีพ

Visitors: 35,771